PitaPata Dog tickers
Riding Momory
สวัสดีค่ะ

เมื่อวันเสาร์หนูได้ไปหาคุณหมอจิ๊บอีกแล้ว วันนี้หนูชั่งน้ำหนักได้ 34.4กก. ป่าป๊าดูจะชอบใจที่หนูผอม(?)ลงตั้ง 6 ขีด หลังจากที่พี่ชุดแดงอุ้มหนูขึ้นไปยืนขาสั่น(หม่าม้าบอกสงสัยจะกลัวโดนฉีดยา)บนโต๊ะเหล็กสูงขนาดสะดือป่าป๊า คุณหมอได้ใช้ปากคีบ(ไม่ใช่ปากคุณหมอจริงๆนะ)หรือแหนบเล็กๆมาดึงขนที่หัวและหางหนูเอาไปตรวจปรากฏว่าไม่เจอตัวไรเลย คุณหมอบอกอาจเป็นเพราะหนูได้อาบน้ำเมื่อเช้านี้เลยหาไม่เจอ คุณหมอเลยให้งดอาบน้ำสองวันก่อนมาคราวหน้า(วันที่ 16 ตค.) จะได้ตรวจใหม่ว่ามีเชื้ออยู่หรือเปล่า

คุณหมอบอกอาการโดยรวมดีขึ่้น ตุ่มแดงใต้ท้องหายไปแล้วจะมีก็ตรงซอกขาหนีบบ้างเล็กน้อย แต่ตรงแก้ม ขาหลังด้านนอกทั้งสองข้างก็ยังมีแผลอยู่ให้ใช้ยาเบทาดีนทา ตรงโคนหางดีขึ้นขนเริ่มขึ้นแล้ว แต่ยังไงก็ตามหนูก็ต้องกินยา และใช้แชมพูยาต่อไป จนกว่าคุณหมอตรวจครั้งหน้าถ้าไม่เจอเชื้อแล้วก็อาจหยุดยาได้


วันนี้คุณหมอได้ให้ยาลดคันเม็ดเล็กๆสีเหลือง กินมื้อละเม็ด เช้า-เย็น, ยาแก้อักเสบเม้ดสีขาว มื้อละเม็ดครึ่ง เช้า-เย็น, ยาVibraVet วันละหลอด คุณหมอบอกยานี้จะขมมากให้ป่าป๊าผสมกับน้ำหวานให้หนูกิน และยาเบทาดีนสำหรับทาแผล (ครีมทาผิวหนังที่เหลือจากคราวที่แล้วก็ให้ทาตรงโคนหาง) เฮ้อ! เสร็จซะที ยืนจนปวดขาจะแย่แล้ว เป็นน้องหมานี่ก็เรื่องเยอะเหมือนกันเนาะ(อันนี้เคยได้ยินป่าป๊าบ่น)

วันก่อนป่าป๊าเค้าอยากรู้ที่มาของน้องหมาพันธู์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์เป็นมายังไง ก็เลยหาดูในเน็ทแล้วก็นำมาให้คุณๆที่สนใจน้องหมาพันธู์หนูอ่านดูนะคะ

ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever)


ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ มีต้นตระกูลอยู่ที่ Newfoundland ชายฝั่งทะเล ประเทศแคนาดา และในช่วงต้นศตวรรษที่19 ได้มีการนำสุนัขพันธุ์นี้ไปยังประเทศอังกฤษทางเรือประมง และต่อมาก็ได้มี การพัฒนาสายพันธุ์และเลี้ยงขึ้นมาในฐานะสุนัขล่าเหยื่อ และยังถูกใช้เป็นสุนัขกู้ภัย เพราะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วแม้ในภูมิประเทศที่ขรุขระ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความอดทน เข้มแข็ง มีความสามารถในการดมกลิ่นดีเยี่ยม มีความปรารถนาจะเอาใจผู้อื่นอีกด้วย และเป็นสุนัขที่ขี้เล่นกับเจ้าของมาก

ช่วงชีวิตเฉลี่ย
ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ มีช่วงชีวิตระหว่าง 12-15 ปี

อุปนิสัยประจำพันธุ์/ลักษณะประจำพันธุ์/อารมณ์
สุนัขพันธุ์ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขที่ฉลาดหลักแหลม กระตือรือร้น รักสนุก ช่างเอาอกเอาใจเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กประกอบกับการที่ เป็นสุนัขเฝ้ายามที่ดีเนื่องจากมีเสียงเห่าทุ้มและ หนักแน่น เป็นที่น่าเกรงขามเพื่อเตือนเมื่อมีผู้บุกรุก

ความเข้ากันได้กับสัตว์เลี้ยงอื่นๆ
เหมาะมากสำหรับการเข้ากับสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น


ความต้องการการเอาใจใส่ดูแล
สำหรับสุนัขพันธุ์นี้ ต้องมีคอกที่ใหญ่และมีรั้วสูงล้อมรอบ ในฤดูร้อนก็ควรมีพื้นที่มีร่มเงาสำหรับสุนัขพันธุ์นี้ด้วย เช่นเดียวกับสุนัขทั่วไป พวกเขาจะมีความสุขมากกว่าหากมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง สำหรับสุนัขที่โตแล้ว ควรให้เขาเดินได้วันละ 30 นาที จะทำให้พวกเขาแข็งแรง ในขณะที่สำหรับลูกสุนัข จะใช้เวลาในการเล่นทั้งวัน สำหรับผู้ที่คิดจะเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้บ้านของคุณควรมีบริเวณสนามหลังบ้าน ไว้ให้พวกเขาได้วิ่งเล่น และพวกเขายังเป็นจอมเคี้ยวและจอมขุดตัวยงอีกด้วย ถ้าคุณอยากให้สวนของคุณ สวยเหมือนเดิม ให้เตรียมกั้นรั้วไว้ว่าบริเวณไหนที่คุณจะอนุญาตให้เขาเล่นได้ เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้จะอ้วนง่ายเวลาที่มีอายุมากขึ้นซึ่งสามารถก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ดังนั้นจึงควรดูแลอาหารการกินที่มีปริมาณและคุณค่าทางอาหารเหมาะสมตามวัยของสุนัข

ผู้เลี้ยงที่เหมาะสม
ลูกสุนัขพันธุ์ ลาบราดอร์ จะร่าเริงและควบคุมได้ยากสำหรับสมาชิกในครอบครัวซึ่งเป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ และเจ้าของสุนัขพันธุ์ควรมีสนามหลังบ้านซึ่งมีรั้วรอบขอบชิดอีกด้วย สุนัขลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นสุนัขที่อ้วนง่าย ควรให้ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ

ขอขอบคุณที่มา : http://th.wikipedia.org

แล้วพบกันใหม่ บ๊ายบายน๊า

ไมโล


Bookmark and Share
Riding Momory
สวัสดีวันไหว้พระจันทร์ค่ะ

วันนี้(3 ตค.)ตอนเช้าป่าป๊ากับหม่าม้าได้ทำพิธีไหว้บรรพบุรุษอากงอาม่าทั้งหลาย และได้เอาของไหว้ซึ่งเป็นขนมและุผลไม้ไปไหว้พระพรหมที่สวนสาธารณะของหมู่บ้าน โดยมีหนูไปนั่งน้ำลายไหลด้วย เพราะหลังจากไหว้เสร็จป่าป๊าก็จะพาหนูเดินออกกำลังกายเลย(หนูจะออกเดินเช้ากับเย็น ถ้าฝนไม่ตกนะ)
ยาของไมโล
1.ยาลดคัน 2.ยาแก้อักเสบ 3.ยารักษาผิวหนัง VibraVet 4.ครีมทาผิวแก้ตุ่มผื่นแดง(ไม่มีในรูป)

ตอนบ่ายแก่ๆหนูก็ไปหาหมอจิ๊บกับป่าป๊าและหม่าม้า วันนี้ชั่งน้ำหนักได้ 35 กก. พอดีเลย ป่าป๊าบ่นว่าหนูอ้วนขึ้นอีกแล้ว หลังจากคุณหมอจิ๊บได้ตรวจดูผิวหนังของหนูแล้วก็บอกอาการยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ เลยขอขูดผิวหนังไปตรวจหาเชื้อในห้องแล็บตั้งสองหนแน่ะ ครั้งที่สองคุณหมอขูดจนเลือดออกซิบๆเจ้บเจ็บเลย แถมยังให้หนูเข้าห้องมืดๆเพื่อดูเชื้อ(เชื้อมันจะเรืองแสง)อีกด้วย แล้วคุณหมอก็วินิจฉัยว่าหนูน่าจะเป็นโรคเรื้อนเปียกหรือโรคเรื้อนรูขุมขน เกิดจากไรดีโมเด็กซ์(Demodex canis or Demodex injai) คุณอาจประหลาดใจถ้าทราบว่าเจ้าไรดีโมเด็กซ์หลากหลายสายพันธุ์แฝงตัวอยู่บนตัวเราและน้องหมาโตทุกตัวแต่มันไม่ได้ทำให้เดือดร้อนหรือทำให้รำคาญแต่อย่างใดจนกว่าภูมิต้านทานต่ำมันจึงจะเล่นงานเรา ป่าป๊าได้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับโรคนี้ เผื่อคุณๆจะสนใจค่ะ

ขี้เรื้อน หรือ โรคเรื้อน เกิดจากสัตว์ตัวเล็กๆ 8 ขา ที่เราเรียกว่า "ไรสุนัข" (Mites)
ไรสุนัข หรือ ไมท์มีอยู่หลายชนิด อันเป็นที่มาของโรคผิวหนังแตกต่างกัน ซึ่งว่าไปแล้วโรคผิวหนังในสุนัขไม่ได้มีสาเหตุมาจากไรทั้งหมด โรคผิวหนังอาจเกิดได้จากแบคทีเรีย รา ความบกพร่องต่างๆ ของร่างกายสุนัข และโรคภายในบางอย่างก็ทำให้เกิดมีอาการขนร่วงคล้ายกับเป็นโรคผิวหนังได้ ซึ่งเหล่านี้ควรได้รับการตรวจและวินิจฉัยจากสัตว์แพทย์ อย่างไรก็ตามโรคผิวหนังที่พบมากและบ่อยครั้งมักเกิดจากไรสุนัข หรือไมท์

คนสมัยก่อนแบ่งขี้เรื้อนเป็นสองประเภท คือ ขี้เรื้อนเปียก กับขี้เรื้อนแห้ง โดยแยกตามลักษณะอาการหรือวิการที่เห็นว่าลักษณะเปียก มีน้ำเหลือง หนอง เลือดไหล ก็จัดเป็นขี้เรื้อนเปียก ถ้าตรงข้ามก็เป็นแบบแห้ง ขี้เรื้อนของคนไทยแปลมาจากคำว่า manges ซึ่งแปลว่าโรคผิวหนังที่เกิดจากไรสุนัข ไรสุนัขอย่งที่กล่าวมาแล้วมีหลายชนิด แต่ชนิดที่เห็นบ่อยๆ และเด่นๆ มี 3 ชนิดคือ เดโมเดค, ซาคอปเตส และ ไรในรูหู

เดโมเดค (Demodectic mites หรือ Demodex bovis)

เจ้าตัวเดโมเดคติก ไมท์ ทำให้เกิดโรคผิวหนังที่ชื่อว่า เดอโมไดโคซิส (Demodicosis) ซึ่งจัดเป็นโรค mange ชนิดหนึ่ง เจ้าตัวนี้เป็นสัตว์แปดขาขนาดเล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อยู่ในขุมขนของสุนัข สัตวแพทย์ต้องนำผิวหนังมาขูดแล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ถึงจะเห็นเดโมเดค สามารถก่อให้เกิดขี้เรื้อนเปียก หรือแห้ง ขึ้นอยู่กับว่าการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือไม่ ในการรักษา เนื่องจากมันอยู่ลึกไปในขุมขน ทำให้ยากต่อตัวยาที่จะแทรกซึมลงไปถึงตัวมัน

เดโมเดคมีชื่อเฉพาะซึ่งแตกต่างกันไปตามแหล่งที่พบในสัตว์แต่ละประเภท ที่มีชื่อสปีชีว่า เคนิส หรือเดโมเดค เคนิส (Demodex Canis) หลายๆ คนไม่ทราบว่าคนเราก็มีเดโมเดคอาศัยอยู่เช่นกัน แต่คนละสปีชีกับสุนัข ดังนั้น เดโมเดคในสุนัขไม่สามารถติดต่อมาถึงคนได้ เพราะคนกับสุนัขมีความห่างทางเครือญาติ หรือมีวิวัฒนาการแตกต่างกันมาก แม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกัน

เดโมเดค เป็นไร 8 ขาที่ขนาดเล็กมาก รูปร่างของมันยาวรี คล้ายสัตว์ประหลาดหรือหนอนมากกว่า มันมีขนสั้นมาก ซึ่งน่าจะเรียกว่า buds มกากว่าขา มันดำรงชีวิตโดยการดูดน้ำเลี้ยงน้ำเหลืองจากสัตว์ที่มันไปอาศัย เดโมเดทมีหลายชนิด พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดแตกต่างกันไป บางตำราบอกว่ามันเป็นโฮสต์สเปซิฟิค (Host specific) ก็คือ เดโมเดคชนิดที่พบในสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่แพร่ข้ามไปมาระหว่างสัตว์ต่างชนิด เช่น เดโมเดคของสุนัขจะไม่ไปติดแมว เดโมเดคของแมวก็จะไม่ไปติดกระต่าย แต่มีผลงานวิจัยเพิ่มเติมเมื่อไม่นานนี้ว่า พบเดโมเดคสามารถติดต่อได้ในสัตว์ที่มีความเป็นเครือญาติใกล้กันได้บ้าง เช่นว่า เดโมเดคของสุนัขบ้านสามารถพบในสุนัขป่าบางชนิดของอเมริกา

ตามธรรมชาติเดโมเดทพบได้ทั่วไปในสุนัขทุกตัว และจะไม่ก่อให้เกิดโรคผิวหนังตราบใดที่มันยังมีจำนวนน้อย และภูมิคุ้มกันแข็งแรงปกติดี พวกมันจึงจัดเป็นพวก นอร์มัล ฟลอร่า หรือเชื่อที่พบเห็นได้ทั่วไปในร่างกายสัตว์ที่ปกติ เดโมเดคถ่ายทอดกันโดยการสัมผัสโดยตรงเท่านั้น (Direct contact) การสัมผัสโดยตรงจากแม่สุนัขถึงสุนัขแรกเกิดช่วงระยะแรกของชีวิตเท่านั้น มีผลงานวิจัสนับสนุนมานานแล้วว่าเดโมเดคถ่ายทอดโดยวิธีนี้ เขาพบว่าการผ่าท้องคลอดแล้วแยกลูกสุนัขออกมาเลี้ยงเอง ลูกสุนัขชุดนั้นไม่พบเดโมเดค แต่ถ้าให้คลอดตามธรรมชาติ ก็ยังมีโอกาสที่ลูกสุนัขจะได้รับเชื้อจากปากช่องคลอด ตามทฤษฎีนี้เชื่อว่าเดโมเดคไม่ถ่ายทอดจากสุนัขโตตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง แม้ว่าจะเลี้ยงด้วยกัน และเดโมเดคอยู่ในขุมขนของสุนัขเท่านั้น ไม่อยู่ภายนอกร่างกายสุนัขหรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น พื้นคอก กรง จานชาม ดังนั้น กรณีการติดต่อผ่านชามสุนัขทีทำความสะอาดแล้วก็ตาม จึงไม่ใช่กรณีของเดโมเดค ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องทำการทรีตหรือใส่ยาฆ่าเชื้อตามอุปกรณ์ต่างๆ หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เหมือนกรณีของไรบางชนิด หรือกรณีของเห็บ แต่อย่างไรก็ตาม โรคผิวหนังที่เกิดจากเดโมเดค ยังควรจะต้องให้ความระมัดระวังในเรื่องของความสะอาด เพื่อสุขภาพอนามัยของคอก และป้องกันการติดเชื้ออื่นแทรกซ้อนในสุนัขป่วย

ซาคอปเตส (Scabies)

ซาคอปเตส หรือ ไรที่เรียกว่า ซาคอปติกไมท์ (Sarcoptic mites) เป็นไรขนาดเล็ก 8 ขาเช่นกัน แต่จะอยู่ในชั้นผิวหนังที่ตื้นกว่าเดโมเดค มีเพียงเจ้าตัวเมียที่จะวางไข่เท่านั้น พวกมันจะพยายามขุดผิวหนังในชั้นที่ลึกลงไปเพื่อวางไข่ ช่วงจุดนี้เองจะทำให้สุนัขมีอาการคันมาก (เดโมเดคก่อให้เกิดอาการคันเช่นกันแต่ไม่มากเท่าซาคอปเตส) การที่มันอยู่ในผิวหนังที่ไม่ลึกนัก ทำให้ง่ายต่อการรักษาเดโมเดค แต่ปัญหาของเจ้าตัวนี้คือ มันสามารถติดต่อถึงคนหรือผู้เลี้ยงได้ เพระาว่ามันเป็นเชื้อโรคตัวเดียวกันกับโรคหิดในคน แต่เป็นคนละชนิด แต่โชคดีที่ว่ามันเพียงดูดกินน้ำเหลืองจากมนุษย์เท่านั้น ไม่สามารถแพร่พันธุ์ในผิวหนังมนุษย์ได้ ทำให้วงจรของมันไม่ครบวัฎจักรในผิวหนังมนุษย์ พอตัวแก่ตาย ไข่ก็ไม่สามารถฟักเป็นตัว ทำให้โรคผิวหนังที่ติดซาคอปเตสจากสุนัขในคนสามารถหายเองได้

สิ่งที่น่ากลัวอีกประการของซาคอปเตสที่เราพึงระวังคือ การแพร่ระบาดมันสามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วและติดต่อง่ายโดยการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นสุนัขกับสุนัข หรือสุนัขกับคน ดังนั้นการสัมผัสสุนัขที่เป็นโรค ควรจะล้างมือทำความสะอาดทุกครั้ง และไม่ควรเกาตัวเวลาที่มือสกปรก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในกาติดซาคอปเตสมากขึ้น

ไรในรูหู

ไรในรูหู เจ้าตัวนี้หรือโอโทเดคเตสจะอยู่ในรูหูสุนัขทำให้สุนัขมีอาการคัน ทำให้เกิดการระคายเคือง และทำให้สุนัขขับขี้หูออกมามาก ดังนั้น สุนัขที่เป็นไรในหูจะพบขี้หูปริมาณมาก และมีสีคล้ำหรือดำ อีกประการหนึ่งคือ ขนาดของเจ้าตัวไรหูประเภทนี้จะโตกว่าสองตัวแรก จึงอาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นจุดเล็กๆ สีขาว

ไรประเภทนี้มีหลายชื่อ เดโมเดคทำให้เกิดโรคผิวหนัง คือ mange แต่ฝรั่งเรียกชื่อเดียวกันนี้แตกต่างกันไปตามอาการหรือแหล่งที่อยู่ของมัน เช่น กรณีที่เป็นไรอยู่ในรูขุมขน สร้างความระคายเคืองกับเนื้อเยื่อรอบๆ อักเสบ เป็นสีแดง ทำให้ขนหลุดร่วง ฝรั่งบางคนจึงเรียกว่าเป็น red mange หรือการที่มันอยู่ในรูขุมขน บางคนจึงเรียกมันว่า folicular mange

การเกิดเดโมไดโคซิส

เมื่อลูกสุนัขได้รับเชื้อเดอโมเดคจากแม่ของมัน มันจะยังไม่แสดงอาการเนื่องจากอาจเป็นไปได้ว่าพวกมันยังได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่สุนัขอยู่ ตำราต่างประเทศบอกว่าลูกสุนัขจะมีอาการของโรคผิวหนังจากเดโมเดคช่วง 4 เดือนไปแล้ว ฝรั่งเรียกว่า Puppy Mange

การเกิดอาการโรคผิวหนัง เนื่องมาจากภูมิคุ้มกันของลูกสุนัขไม่สามารถควบคุมการเพิ่มของจำนวนเดโมเดคได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันหรืออิมมูนลูกสุนัขยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นแข็งแรงมากขึ้นตามการเจริญเติบโตของร่างกาย ดังนั้นปกติสุนัขที่มีอาการของโรคเดโมเดคสามารถหายเองได้ (self heal of self cure) เมื่อลูกสุนัขเจริญวัยขึ้น มีภูมิคุ้มกันขึ้นจนสามารถควบคุมการเพิ่มของเดโมเดคในตัวของมันได้ เดอโมไดโคซิสที่พบในลูกสุนัขส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะที่ เช่น บริเวณรอบดวงตา หน้าอก หรือแข้งขา เป็นรอย ขนร่วง คล้ายๆ มีแมลงมาแทะ การหลุดร่วงเฉพาะที่ ฝรั่งจะเรียกว่า localized

มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสุนัขในเมืองไทย ซึ่งเราจะพบบ่อยมากว่าลูกสุนัขแรกเกิดเพียงไม่กี่วันก็พบอาการแล้ว แสดงว่าภาวะเดโมเดคในเมืองไทยค่อนข้างเข้าขั้นวิกฤตคงจะไม่ผิดนัก อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์ถือว่าการเป็นเดโมไดโคซิสเฉพาะที่ของสุนัขนั้นไม่ผิดปกติ เมื่อลูกสุนัขโตขึ้น อาการดังกล่าวก็จะหายไปเอง เมื่ออายุไม่เกิน 11 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ พัฒนาเต็มที่แล้ว แต่ในสุนัขที่ถือว่าเป็นโรคจะไม่เป็นเช่นนั้น อาการขนหลุดร่วงจะไม่เป็นเฉพาะที่อีกต่อไป แต่จะพัฒนาเข้าสู่รูปแบบหรือฟอร์มที่ 2 คือ มีอาการลุกลาม (Generalized Form) พบเห็นอาการหรือวิการได้ทั่วตัว และอาการไม่หายไปแม้ว่าลูกสุนัขจะเจริญวัยขึ้น ขั้นนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าต้องการการรักษาแล้ว และเป็นเครื่องชี้ชัดว่าสุนัขตัวนั้นมีความผิดปรกติบางอย่างในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน

การรักษาโรคเดโมเดคเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระบบที่สำคัญที่สุดระบบหนึ่งของร่างกายสุนัข คือ ระบบภูมิคุ้มกัน การที่ปล่อยให้เดโมไดโคซิสในลูกสุนัขหายเอง และไม่ควรไปทรีตยาอะไรเนื่องจากเขาต้องการจะให้แน่ใจว่าลูกสุนัขตัวนั้นมีภูมิคุ้มกันที่ปกติหรือไม่ เพราะถ้าลูกสุนัขเป็นลูกสุนัขปกติแล้ว เราไปทำการรักษา ไม่ปล่อยให้หายเอง เท่ากับไปยอมรับแล้วว่าสุนัขตัวนั้นเป็นโรคและการใช้ยาก็จะมีผลต่อการทำงานของภูมิลูกสุนัขตัวนั้นต่อไป นั่นคือ แม้ว่าเราจะสามารถควบคุมจำนวนเดโมเดคในลูกสุนัขตัวนั้นด้วยยาได้ แต่ลูกสุนัขตัวนั้นคล้ายๆ กับว่าจะต้องพึ่งการรักษาไปตลอดชีวิตของมัน จึงมีโอกาสเป็นโรคเดอโมไดโคซิสได้อีก

เดโมเดคกับพันธุกรรม

เดโมเดคไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่เนื่องจากความสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสุนัข เราจึงควบคุมและระมัดระวังเดโมเดคเหมอนกับโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพราะว่าภูมิคุ้มกันสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ สุนัขโตทีเ่ป็นโรคผิวหนังจากเดโมเดคเป็นเครื่องแสดงถึงการมีภูมิคุ้มกันที่ปกติ และจะถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกต่อไป ลูกของมันจึงมีโอการเป็นเดอโมไดโคซิสสูงขึ้นไปอีกด้วย สัตวแพทย์จึงแนะนำไม่ให้ทำการผสมสุนัขโตที่เคยเป็นเดโมเดคเด็ดขาด แม้วว่าตอนผสมจะได้รับการรักษาอาการที่ผิวหนังให้หายไปแล้วก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เดโมเดคระบาดในเมืองไทยมาก เนื่องจากคนไทยไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการควบคุมการผสมพันธุ์ เห็นได้ชัดจากกรณีหมาจรจัด หรือจะเป็นหมาที่เลี้ยงตามบ้านหรือตามคอกก็ตาม

ความน่ากลัวของเดโมเดค

เนื่องจากเดโมเดคไม่ได้เกิดจากความสกปรก แต่เกิดจากเดโมเดคซึ่งสัตวแพทย์บางท่านให้ความเห็นว่า บางตัวไม่สามารถรักษาให้หายได้ นี่คือความน่ากลัวของเดโดเดค เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถสร้างสารที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่สมบูรณ์ ไมสามารถควบคุมการเพิ่มจำนวนของมันได้อีกต่อไป ความน่ากลัวประการต่อมาคือ มีตัวยาเพียงไม่กี่ชนิดที่จะแทรกซึมเข้าไปถึงตัวเดโดเดคได้ เนื่องจากมันอยู่ลึกลงไปในขุนขน ซึ่งยากต่อการเข้าถึง

เหตุผลประการสำคัญที่ไม่สามารถรักษาเดโมเดคในสุนัขบางตัวได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของสุนัขตัวนั้นล้มเหลว ไม่ตอบสนองต่อยาต่างๆ (Failure of the immune system) อีกประการหนึ่งก็คือ สุนัขตัวนั้นเป็นโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น มะเร็ง, เบาหวาน

การตรวจและวินิจฉัย

สัตวแพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อเดโมเดคด้วยวิธีการใช้ใบมีดขูดผิวหนังและนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ หรือทำการไบออฟซี่ ซึ่งเป็นการตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อไปวิจัย (Skin scrapping and Biopsy) เนื่องจากเดโมเดคอยู่ลึกจนมีเลือดซึมออกมาก การบีบผิวหนังบริเวณที่มีอาการแล้วขูด จะเพิ่มโอกาสให้ขูดพบเชื้อได้ง่ายขึ้น

สัตวแพทย์จะวินิจฉัยว่าสุนัขตัวนั้นเป็นเดอโมไดโคซิส เมื่อมี 2 ปัจจัยพร้อมกัน คือ หนึ่ง ตรวจพบเชื้อจำนวนมาก และสองมีอาการร่วมหรือวิการแสดงทางผิวหนัง

การรักษา

ในสมัยก่อนคนโบราณใช้กำมะถัน น้ำมันก๊าด หรือน้ำหน่อไม้ดองมารักษาสุนัขที่เป็นขี้เรื้อน ตัวยาพื้นบ้านเหล่านี้รักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากไรได้เท่านั้น ไม่ใช่เดโมเดค อาจจะรักษาได้ในกรณีของซาคอปเตสอยู่ชั้นผิวหนังที่ตืนกว่า แต่ยาเหล่านี้ไม่อาจจะแทรกซึมหรือฆ่าเดโมเดคได้เลย ยาที่ต่างประเทศนิยมใช้คือ Mitaban (เป็น amitraz) ตัวหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่ง รักษาด้วยการจุ่มหรือแช่ยาสุนัขทั้งตัว (ยกเว้นส่วนหัว) หรือจะใช้ฟองน้ำชุบ ซึ่งวิธีการเหล่านี้อยู่ประเภท Dipping ด้วยความเข้มข้นของตัวยาประมาณตั้งแต่ 2 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตขึ้นไป (ควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะความเข้มข้นมีความสำคัญต่อการรักษา ถ้าเข้มข้นน้อยไปไรก็ไม่อาจตาย แต่ถ้ามากไปก็จะเป็นพิษต่อสุนัข) ยานี้มีผลข้างเคียงในสุนัขบางตัว หรือต่อคน ทำให้เกิดอาการมึนศีรษะ วิงเวียน อาเจียน ถ้าอาการข้างเคียงไม่หายเองใน 24 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์หรือสัตวแพทย์พร้อมนำฉลากยาไปด้วย

ทำการจุ่ม Amitraz จำนวน 6-8 ครั้งติดต่อกัน แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แต่ละครั้งห่างกัน 1-2 อาทิตย์ และต้องทำติดต่อกันไป 6-8 ครั้ง ซึ่งการรักษาจะมีการสังเกตอาการภายนอกร่วมกับการขูดดูเชื้อผ่านกล้องจนกว่าจะไม่เจอวิการ ขูดไม่เจอเชื้อ สุดท้ายจึงหยุดทรีตยา

มีข้อแนะนำว่าก่อนทรีต Amitraz ผิวหนังของสุนัขต้องแห้งและสะอาด สัตวแพทย์บางคนแนะนำให้ใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของยา Benzoylperoxide มีสรรพคุณเปิดรูขุมขนให้กว้างขึ้น เพื่อให้ยา Amitraz ซึมเข้าไปมากขึ้น หลังจากแช่ Amitraz นาน 10-15 นาทีดังกล่าว ก็นำสุนัขขึ้นจากบ่อยาโดยปล่อยให้ยาแห้งไปเอง โดยไม่ต้องล้างหรือเช็ดตัวยาออก

ถ้าเป็นเยอะมากควรพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาให้ถูกวิธีนะคะ เพื่อน้องหมาที่น่ารักของคุณ

มีเรื่องตลกที่หนูอยากนินทาเอ้ยเล่าให้ฟังค่ะ คือหลังจากกลับจากโรง'บาลซึ่งก็ค่ำแล้ว พระจันทร์ขึ้นแล้วหล่ะ ป่าป๊ากับหม่าม้าก็เลยรีบจัดโต๊ะของไหว้ต่างๆเพื่อทำพิธีไหว้พระจันทร์จนแล้วเสร็จ รุ่งเช้าหม่าม้าจึงคิดขึ้นมาได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้เอาขนมไหว้พระจันทร์ไปไหว้ด้วย เพราะมันอยู่ในกล่องอย่างเดิมบนตู้เย็น (ฮา)

วันหลังค่อยคุยกันใหม่นะคะ บ๊ายบาย

ไมโล(เปียก)





Bookmark and Share
Riding Momory
สวัสดีจ้า

อีกสองวัน(3 ตุลาคม)ก็จะถึงวันไหว้พระจันทร์อีกแล้ว(ได้กินขนมอีกแล้ว ดีใจ๊ดีใจจัง) อยากรู้มั้ยว่าเทศกาลไหว้พระจันทร์มีความเป็นมาอย่างไร ที่จริงเทศกาลนี้มีที่มาหรือตำนานต่างๆมากมาย แต่หนูจะขอเลือกมาให้อ่านดังนี้ค่ะ

วันไหว้พระจันทร์ ถือเป็นวันสารท เพราะตรงกับวันกลางเดือน คือวันที่ 15 ถ้าเป็นตรุษจะเป็นวันที่ 1 ของเดือน ตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน และถือเป็นวันกลางเดือนของเดือน กลางฤดูใบไม้ร่วง ด้วยว่าประเทศจีนนั้นแบ่งวันเวลา เป็น 4 ฤดูกาล ฤดูหนึ่งมี 3 ดวง คือ ชุง แห่ ชิว ตัง คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ตามมลำดับ

วันไหว้พระจันทร์มีความเกี่ยวข้องกับปฏิทินจันทรคติอย่างแนบแน่น ตามปฏิทินจันทรคติของจีนนั้น เดือน 8 เป็นช่วงกลางของฤดูใบไม้ร่วง ส่วนวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ก็เป็นช่วงกลางของเดือน 8 เช่นกัน ฉะนั้น วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 จึงถูกเรียกว่า "จงชิว" (Zhong Qiu) แปลว่า "กลางฤดูใบไม้ร่วง" มีความเชื่อกันโดยทั่วไปว่า ในวันดังกล่าว เราจะสามารถมองเห็นพระจันทร์ได้เต็มดวงใหญ่ที่สุดกลมที่สุดและสว่างที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงมีกิจกรรมต่างๆ มากมายในช่วงวันไหว้พระจันทร์ เช่น การเซ่นไหว้พระจันทร์ การคำนับพระจันทร์และการชมพระจันทร์ เป็นต้น

ความเป็นมาที่เก่าแก่ที่สุดของวันไหว้พระจันทร์นั้นมาจากพิธีเซ่นไหว้พระจันทร์ในสมัยโบราณของจีน หนังสือโบราณบันทึกไว้ว่า คำว่า "จงชิว" (Zhong Qiu) นี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน สมัยนั้นมีพระราชพิธีเซ่นไหว้พระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงโดยพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ในทัศนะของคนโบราณนั้น หากพระจันทร์ไม่มอบน้ำค้างให้แก่โลก และหากไม่มีจันทร์เสี้ยวและจันทร์เพ็ญมาช่วยคำนวณเวลาทำนาแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อุดมสมบูรณ์ "เยว่ถาน" (Yue Tan) หรือ "หอบวงสรวงพระจันทร์" ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของกรุงปักกิ่งก็เป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีเซ่นไหว้พระจันทร์ของกษัตริย์จีนโบราณ สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว ก็มีการสร้าง "สถานเซ่นไหว้พระจันร์" "เก๋งไหว้พระจันทร์" และ "ศาลาชมจันทร์" หลายต่อหลายแห่งเช่นกัน ในส่วนของนิทานปรัมปราที่เกี่ยวข้องกับพระจันทร์นั้นก็มีมากมาย

เช่นมีอยู่เรื่องหนึ่งเล่ากันว่า พระเจ้าถังเสวียนจงของราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) ทรงปรีชาสามารถและชำนาญในศาสตร์ต่างๆ มีอยู่ปีหนึ่งในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ขณะที่พระองค์กำลังทอดพระเนตรไปยังจันทร์เพ็ญนั้นก็มีพระราชประสงค์ขึ้นมาในบัดดลว่า อยากจะไปท่องพระจันทร์ ในที่สุดด้วยอิทธิฤทธิ์ของเซียน ก็บันดาลให้พระองค์เหาะไปถึงพระจันทร์ และทรงเห็นวิมานหลังหนึ่งชื่อว่า "วิมานกว่างหานกง" ซึ่งมีนางฟ้ากลุ่มหนึ่งกำลังระบำรำฟ้อนอย่างงดงามไปตามจังหวะดนตรีอันไพเราะจับใจ ถึงกับทำให้พระองค์ทรงเคลิบเคลิ้มไปกับความงามนั้น ต่อมาเมื่อกลับถึงแดนมนุษย์แล้ว พระองค์ก็นำเสียงดนตรีที่เคยได้ยินมาจากวิมานพระจันทร์นิพนธ์แต่งเป็นบทเพลงชื่อว่า "เสื้อสายรุ้ง" บทเพลงนี้ไพเราะเพราะพริ้งและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ตำนานเรื่องดวงจันทร์ของชาวจีน เรื่อง " ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์ "

เรื่อง " ฉังเอ๋อเหินสู่ดวงจันทร์ " ปรากฎเป็นครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ (สมัยสงครามระหว่างรัฐ) เล่าเรื่องราวของฉังเอ๋อที่ได้กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ แล้วไปเป็นเทวีแห่งดวงจันทร์ เมื่อถึงสมัยราชวงศ์สุยและถัง เนื่องจากผู้คนในสมัยนั้นมีความนิยมที่จะชื่นชมดวงจันทร์ว่าสวยและดูน่ารักใคร่ ดังนั้นทัศนะที่มีต่อฉังเอ๋อผู้ซึ่งอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ว่าเป็นผู้ที่อ่อนหวาน สวยงาม ฉลาด มีจิตใจดีงาม มีความสามารถในการร้องรำ เป็นต้น มีตำนานอีกเรื่องที่เล่าถึงเทวีแห่งดวงจันทร์ว่า สมัยโบราณนานมาแล้ว โลกเรานี้มิได้มีดวงอาทิตย์เพียงแค่ดวงเดียวเท่านั้น แต่มีถึงสิบดวง นำมาซึ่งภัยพิบัติแต่โลกมนุษย์ ทำให้โลกร้อนระบุเป็นเพลิง ส่วนที่เป็นน้ำก็เหือดแห้งไป ภูเขาถล่มแผ่นดินแยก ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบ ผู้คนไม่มีที่จะไปหลบซ่อนอาศัย ในช่วงนี้เองได้ปรากฎวีรบุรุษคนหนึ่งชื่อ" โฮ่วอี้ " เป็นผู้ที่มีฝีมือในการยิงธนูได้อย่างมหัศจรรย์มาก เขาได้ยิงธนูขึ้นสู่ฟ้า เพียงดอกเดียวก็ยิงถูกดวงอาทิตย์ตกลงมาถึงเก้าดวง เหลืออยู่เพียงแค่ดวงเดียว ถือเป็นการขจัดทุกเข็ญให้กับบรรดาประชาชน ผู้คนจึงพากันยกย่องให้เขาเป็นกษัตริย์ แต่ทว่า พอเขาได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาก็ลุ่มหลงในสุราและนารี ฆ่าฟันผู้คนตามอำเภอใจ กลายเป็นทรราช ราษฎรล้วนแต่โกรธแค้นและชิงชังเขาเป็นที่สุด โฮ่วอี้รู้ตัวว่าตัวเองคงจะอยู่เป็นสุขเช่นนี้ไปได้อีกไม่นาน จึงเดินทางไปที่ภูเขาคุนหลุน (คุนลุ้น) เพื่อขอยาอายุวัฒนะจากเจ้าแม่หวังหมู่มากิน แต่ฉังเอ๋อ ภรรยาของเขากลัวว่าถ้าสามีของเธอมีอายุยืนนานโดยไม่มีวันตายเช่นนี้ ก็จะเข่นฆ่าราษฎรต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นเธอเลยตัดสินใจกินยาอายุวัฒนะนั้นเสียเอง แต่พอกินเข้าไป ในฉับพลันทันใด ร่างของเธอก็เบาแล้วก็ลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ ยังมีนิทานอีกเรื่องเล่าว่า ศิษย์ของโฮ่วอี้ชื่อ" เฝิงเหมิ่ง " อิจฉาฝีมือการยิงธนูของโฮ่วอี้มาก คอยคิดแต่จะสังหารโฮ่วอี้ อยู่มาวันหนึ่ง เฝิงเหมิ่งถือโอกาสตอนที่โฮ่วอี้ออกไปล่าสัตว์บังคับให้ฉังเอ๋อ ภรรยาของโฮ่วอี้มอบยาอายุวัฒนะให้แก่ตนเอง แต่ฉังเอ๋อไม่ยอม โดยกินยาอายุวัฒนะที่มีอยู่ทั้งหมดลงท้องไป ผลก็คือ ร่างของเธอเบา และลอยขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ในที่สุด นับแต่นั้นมา บนดวงจันทร์ก็ปรากฎนางฟ้าผู้งดงามและจิตใจดีเช่นฉังเอ๋อนี้

ท่ามกลางกระบวนการวิวัฒนาการนั้น วันไหว้พระจันทร์ก็มีความสำคัญอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา คือได้รับการนิยามว่าเป็น "วันแห่งการอยู่พร้อมหน้าของครอบครัว" เพราะชาวจีนเห็นว่า วงกลมของพระจันทร์เปรียบเสมือนการครบถ้วนบริบูรณ์ของสมาชิกครอบครัวนั่นเอง ฉะนั้น ชาวจีนจึงนิยมอยู่กันพร้อมหน้าในวันไหว้พระจันทร์ รับประทานอาหารร่วมกัน รอจนถึงเวลาที่จันทร์เพ็ญลอยกระจ่างฟ้า ก็จะกางโต๊ะในลานกลางแจ้ง จัดผลไม้ขนมขบเคี้ยวและอาหารอื่นๆ หลากหลายไว้บนโต๊ะ แล้วจึงเซ่นไหว้พระจันทร์ด้วยกัน ขอให้มีความสุขและความบริบูรณ์กันถ้วนหน้า

"เยว่ปิ่ง" (Yue Bing) หรือ "ขนมไหว้พระจันทร์" (Moon Cake) เป็นของกินที่ขาดเสียไม่ได้ในเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ มีการจำหน่ายกันล่วงหน้าก่อนวันไหว้พระจันทร์ประมาณ 1 เดือน แต่หลังจากวันไหว้พระจันทร์ผ่านไปแล้วก็จะไม่มีผู้ซื้ออีก ขนมไหว้พระจันทร์จะทำเป็นรูปวงกลม จะสอดไส้ชนิดต่างๆ เช่น งา อบเชย ถั่วลิสงและถั่วบด เป็นต้น นอกจากนี้ของพี่ไทยยังมีขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียนกวน ไข่เค็ม ซึ่งอร่อยสุดยอดไม่เหมือนใครอีกด้วย

เนื่องด้วยความสำคัญพิเศษของวันไหว้พระจันทร์ ทำให้ผู้ที่พลัดถิ่นจากบ้านเกิดมีความคิดถึงบ้านอย่างสุดซึ้งในวันไหว้พระจันทร์ กาพย์กลอนที่เกี่ยวข้องกับพระจันทร์ก็มีมากมายเหลือคณาเช่นกัน ล้วนถ่ายทอดให้เห็นถึงหัวอกของคนคิดถึงบ้านที่ฝากไว้กับพระจันทร์ อย่างเช่น "เงยหน้ามองจันทร์แจ่มฟ้าผ่องอำไพ ก้มหน้าไซร้คิดถึงบ้านเกิดตน" โดยหลี่ไป๋ กวีสมัยราชวงศ์ถัง และ "จันทร์เพ็ญลอยเด่นเหนือมหานที แม้นยามนี้ไกลกันสุดฝันหา ถึงจะอยู่คนละฝั่งฟากฟ้า ยังหรรษาชมเดือนดวงเดียวกัน" เป็นต้น ล้วนเป็นกลอนที่เสมือนหนึ่งเสียงจากใจของลูกหลานจีนที่อยู่ไกลในต่างแดนทั่วโลกในคืนวันไหว้พระจันทร์

ประเพณีไหว้พระจันทร์นั้นนอกจาก ประเทศไทยแล้ว ประเทศอื่นๆทั่วโลกที่มีชน ชาวจีนไปตั้งถิ่นฐาน ก็จะปฏิบัติเช่น เดียวกัน คือทุกปีในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปด ชาวจีนจะตั้งโต๊ะจัดของสักการะบูชาพระจันทร์ เพื่อเป็น การขอพรให้กับครอบครัวและให้กับชีวิตของ ตนเอง ของแต่ละอย่างบนโต๊ะก็จะมีความหมาย ต่างๆ กันไปหากวิธีการจัดโต๊ะของแต่ละประเทศก็ จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสิ่งของที่หาได้และผลไม้ ในประเทศที่มีซึ่งโดยปรกติก็จะไม่ฟันธงกำหนด ตายตัว หากแต่ผลไม้ที่ใช้ก็จะเน้นให้เป็นผลกลมเพื่อ ความกลมกลึงของชีวิตและหมายถึงความกลมของ พระจันทร์

แต่ที่จะขาดไม่ได้เลยคือขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งจะเป็นขนมอบใส่ไส้ผลไม้กวนหรือถั่วแดงกวน เม็ดบัว และไข่เค็มเฉพาะไข่แดง สิ่งของอย่างอื่นๆ บนโต๊ะก็จะประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ที่มีความ หมายแตกต่างกันไปอย่างเข่น ขนมอี้ ซึ่งเป็นแป้งลูกกลมๆสีแดงสดใสใส่ในน้ำเชื่อมหวาน ซึ่งเปรียบเหมือนชีวิตที่หวานสดชื่น

ขนมโก๋ ที่เป็นแป้งหวานสีขาว รูปทรงต่างๆ ลวดลายสวยงามเพื่อเป็นการขอผิว พรรณที่ขาวสวย ผลไม้ต่างๆ 5 ชนิดที่มีผลกลม เหมือนพรที่ขอเพื่อให้ชีวิตสุขสดชื่นรวมไปถึง ชีวิต ครอบครัวที่มีความสุขความสามัคคี ในบ้านเจดีย์น้ำตาล เป็นตัวแทนของ ปราสาทแห่งสวรรค์ถั่วหวานขนมหวาน เคลือบน้ำตาล ขนมเปี๊ยที่มีอักษรมงคล ประทับสีแดงอยู่กลางขนม ของประดับอื่นๆ ก็จะมีกระดาษรูปเซียน 8 องค์ คำกลอนต่างๆ ในกระดาษสีแดงสดใส เทียนดอกใหญ่ สีแดงที่เขียนคำขอพรไว้ กิ่งหลิว ดอกไม้สีสัน สดสวยอ้อยต้นโตเพื่อนำมาทำ เป็นซุ้มประตู โคมไฟลวดลายงามตา

การตั้งโต๊ะจะต้องตั้งให้เรียบร้อยก่อน พระจันทร์จะลอยสูงเกินขอบฟ้า และเก็บก่อนที่ พระจันทร์จะเลยหัวไปหรือเมื่อเทียนดอก ใหญ่ดับลง หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออก โดยเริ่มด้วยซุ้มประตูที่ทำจากต้นอ้อยผูกโคมไฟ ไว้กับต้นอ้อย ให้สวยงามวางกระถางธูป เทียนไว้ด้าน หน้าสุด ดอกไม้วางไว้สองข้าง ขนมอี้ใส่ถ้วยแล้วแต่ พื้นที่บนโต๊ะจะอำนวย 5 - 8 ถ้วยก็ได้วางถัดมา แล้วนำ เจดีย์น้ำตาลวางไว้สองข้างถัดจาก ขนมอี้ ขนมเปี๊ยใส่ จานจัดไว้ถัดมา ใต้เจดีย์อาจนำคำกลอนในกระดาษ แดงมาวางก็ได้ผลไม้ 5 ชนิดจัดวางตาม ความ สวยงาม ต่อด้วยขนมไหว้พระจันทร์ที่จัดเป็น เรียงชั้นๆ ขนมโก๋ และขนมหวานเคลือบน้ำตาลต่างๆ รอบโต๊ะวางประดับประดาด้วยกระดาษลวดลาย ต่างๆ ที่มี อย่างไรก็ดีการจัดตั้งโต๊ะนั้นไม่ตายตัวเสมอไป แล้วแต่ใครมีวิธีการที่ ต่างกันไปเน้นความสวยงามเป็น หลักดังนั้น ใครคิดว่าจัดอย่างไรจึงสวยที่สุดก็ให้จะจัด กันตามนั้น

พิธีไหว้

1. ไหว้เจ้าในช่วงเช้า ของไหว้จัดปกติ เหมือนจัดของไหว้เจ้าปกติ แต่เพิ่มขนมไหว้พิเศษ คือ ขนมไหว้พระจันทร์, ขนมโก๋, ขนมเปี๊ยะ

2. ของไหว้บรรพบุรุษ ของไหว้จัดปกติ เหมือนจัดของไหว้บรรพบุรุษปกติ แต่เพิ่มขนมไหว้พิเศษ คือ ขนมไหว้พระจันทร์ ไส้อะไรก็ได้, ขนมโก๋ต่าง, ขนมเปี๊ยะต่างๆ แล้วแต่เลือก ผลไม้ไหว้พิเศษ ส้มโอผลใหญ่ๆ สวยๆ

3. ของไหว้เจ้าแม่ในตอนค่ำ
- ของคาว อาหารเจแห้ง 5 อย่าง คือ วุ้นเส้น, ดอกไม้จีน, เห็ดหูหนู, เห็ดหอม, ฟองเต้าหู้
- ขนมไหว้ ขนมไหว้พระจันทร์ ไส้อะไรก็ได้ ที่ไม่มีไข่แดงเค็ม และ ต้องไม่ใช่ไส้โหงวยิ้ง หรือเมล็ด 5 อย่าง เพราะไส้โหงวยิ้ง มีใส่มันหมูแข็ง จึงเป็นของชอ คือมีคาว แต่ไหว้เจ้าแม่ ต้องไหว้อาหารเจ
- ขนมโก๋ มีหลายชนิดเช่น ขนมโก๋ขาว คนจีนเรียก “แป๊ะกอ” แป๊ะ แปลว่า สีขาว กอ คือขนม ก็มีอีกหลายแบบ ทั้งแบบ แผ่นกลม ใหญ่แบน ๆ ปั๊มทำลายนูนสวยงาม มีทั้งแบบกลมเล็ก ๆ ที่มีทั้งแบมีไส้และไม่มีไส้ แล้วยังมี ทำแบบ แท่งสี่เหลี่ยม มีไส้ก็มี ไม่มีไส้ก็มี , โก๋เหลือง หรือโก๋ถั่ว มีไส้ที่นิยม เช่น ไส้ทุเรียน ไส้งาดำ, โก๋เช้ง น่าสนใจที่สุด เพราะคนไทยไม่ค่อยรู้จัก นิยมทำเป็นแผ่นกลมใหญ่ ขนาดเท่าขนมโก๋ขาว เป็น แผ่นกลมแบนสีเหลืองตุ๋น ๆ เพราะผสมน้ำส้มเช้ง และบางเจ้า มีใส่เม็ดกวยจี๊ ที่แกะเปลือกแล้วด้วย เวลาเคี้ยวโดนจะกรุบกรับอร่อยดี และขนมโก๋อ่อน หรือหล่ากอ ก็ทานอร่อย เหนียว ๆ ยืด ๆ หนืด ๆ นิ่ม ๆ มีสอดไส่ถั่วบดหวานมันอร่อย ไส้งาดำก็มี
- ผลไม้ อะไรก็ได้เหมือนปกติ และเพิ่มพิเศษ ส้มโอใหญ่ๆ สวยๆ
- เครื่องดื่ม ใช้ชาน้ำหรือชาใบ หรือมีทั้งสองแบบ
- กระดาษเงิน ค้อซี, กอจี๊
- กระดาษเงิน-ทองพิเศษ 1. เนี้ยเก็ง หรือวังเจ้าแม่กวนอิม 2. โป๊ยเซียนตี่เอี๊ย คือ กระดาษ เงินกระดาษทองลายโป๊ยเซียน 3. กระดาษเงินกระดาษทองแบบจัดทำพิเศษสวยวาม เช่น กิมก่อง คือ โคมคู่. สัปปะรด. อ้วงมึ้ง หรือผ้าม่าน, เนี้ยเพ้า คือ ชุดเจ้าแม่พระจันทร์ ถ้าไหว้เจ้าแม่พระ จันทร์ หรือกวนอิมเนี้ยเพ้า ถ้าคิดว่าการไหว้ของเราเป็นการไหว้เจ้าแม่กวนอิม
- ของไหว้พิเศษอื่นๆ เครื่องใช้อุปโภค หรือสบู่ แชมพู ยาสีฟัน แป้ง เครื่องสำอาง ผ้าเช็ดหน้า อะไรก็ได้ที่เราใช้ประจำ เครื่องประดับ และ อ้อยลำยาวๆ ตัดจากราก และ เอายอดด้วยผูกไว้ ที่ด้านหน้าโต๊ะไหว้ ยึดกับขาโต๊ะ แล้วทำขึ้นไปเป็นซุ้มประตู แล้วตกแต่งสวยงาม พร้อมดอกไม้ ใส่แจกันประดับโต๊ะไหว้
- จำนวนธูปไหว้ 3 ดอก หรือ บางบ้านใช้ธูปไหว้พิเศษ เป็นธูปมังกรดอกใหญ่ดอกเดียว หรือ ดอกย่อมๆ 3 ดอก เช่นเดียวกับ เทียนแดงคู่
- เวลาไหว้ ไหว้หัวค่ำ บางบ้านขอบไหว้สาย เพื่อคอยเวลาให้พระจันทร์เต็มดวง

เป็นอย่างไรบ้างคะอ่านแล้วอยากกินแล้วใช่มั้ย ส่วนหนูหน่ะน้ำลายไหลนองพื้นแล้ว แต่เสียงป่าป๊าพูดกับหม่าม้าแว่วมาตามลมว่าจะไม่ให้หนูกินขนม กลัวหนูอ้วน แง้...ป่าป๊าใจร้าย

ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่าน มีความสุขในวันไหว้พระจันทร์ และมีความสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวกันในครอบครัว ดุจดังความกลมเกลียวของดวงจันทร์(วันเพ็ญเต็มดวงนะ)

ไมโลผู้แสนเศร้า
Riding Momory
สวัสดีค่ะไมโลมาอีกแล้ว

สารทจีนผ่านไปแล้วเป็นอย่างไรกันบ้างคะ ของไหว้ทานกันหมดหรือยัง ถ้ายังก้ส่งๆมานี้ก็ได้นะคะ เดี๋ยวหนูจะเอาไปให้ทานแด่น้องพยาธิผู้หิวโหยจะได้บุญได้กุศลกันไงคะ

ไหว้สารทจีน
ไหว้สารทจีน
พูดถึงการไหว้สารทจีนที่ผ่านมาหนูก็ได้ร่วมไหว้กับเค้าด้วยน้า แม้ป่าป๊าจะหาว่าที่หนูนั่งยกมือปะหลกๆก็เพราะหนูตะกละอยากจะกินของไหว้มากกว่า แหมคนเราทำบุญก็อยากได้บุญไม่ใช่เหรอ ซู๊ดดด(อุ๊ปส์ ขอโทษทีน้ำลายมันหยดน่ะ) แต่ยังไงก็ตามหนูก็ได้รับบุญกลับเร็วจริงๆนะ เพราะหลังจากไหว้เสร็จแล้วหนูก็ไดกินบุญแทบทุกอย่างเลยเช่น ไก่ เป็ด หมู แแอปเปิล สาลี่ องุ่น ส้ม สัปรส ถั่วตัด งาตัด ขนมปุยฝ้าย และที่ขาดไม่ได้เลย ก็บุญเข่ง เอ้ย ขนมเข่งกับขนมเทียนไง ไหนใครว่าบุญกินไม่ได้ เอิ้ก(เสียงเรอแห่งความสุขและอิ่มบุญ)

แต่แล้วบุญของหนูก็หดหายไปส่วนหนึ่งเมื่อป่าป๊าได้ไปเจอข้อมูลที่ไม่สบอารมณ์กี๋อย่างยิ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ควรให้ผู้น่ารักอย่างหนูกิน เช่น:




  • เครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์(Alcoholic Beverages) จะทำให้เมา, โคม่า และตายได้








  • อาหารเด็ก(Baby Food) ที่อาจมีส่วนผสมของหัวหอม ซึ่งอาจเป็นพิษต่อน้องหมา และถ้ากินอาหารด็กเยอะๆก็อาจจะทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อน้องหมาได้








  • ก้างปลา, กระดูกเป็ดไก่ หรือ กระดูกสัตว์เล็กๆ อาจทำให้ติดคอ หรือเข้าไปปักกระเพาะ บาดลำไส้ หลอดอาหารได้








  • อาหารแมว(Cat food) โดยทั่วไปมักจะมีโปรตีนและไขมันมากเกินไปสำหรับน้องหมา








  • ช็อกโกแลต, กาแฟ, ชา และสิ่งที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน(caffeine), ทีโอโบรมีน(theobromine) หรือทีโอฟีลีน(theophylline) ซึ่งเป็นพิษ และมีผลต่อหัวใจและระบบประสาท








  • น้ำมันที่สกัดจากส้ม(Citrus oil extracts) ทำให้อาเจียนได้








  • อาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน(Fat trimmings) อาจเป็นสาเหตุของตับอ่อนอักเสบ(pancreatitis)








  • องุ่น และลูกเกด(Grapes and raisins) ประกอบด้วยสารพิษบางอย่างซึ่งไปทำลายไต แต่ไม่มีปัญหาสำหรับน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดองุ่น








  • ฮอพส์(Hops) สารประกอบบางอย่างเป็นสาเหตุทำให้มีอาการหอบ, อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น, อุณหภูมิสูงม ชักและตายได้








  • วิตามินเสริมของคนที่มีธาตุเหล็ก(iron) ทำให้ระบบการย่อยอาหารเสียหาย และเป็นพิษต่ออวัยวะส่วนอื่น เช่น ตับ ไตเป็นต้น








  • การกินตับ(liver)มากเกินไป จะทำให้วิตามินAเป็นพิษ ซึ่งมีผลต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ








  • ถั่วแมคคาแดเมีย(Macadamia nuts) มีพิษบางอย่างซึ่งมีผลต่อระบบการย่อยอาหาร ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ








  • กัญชา(Marijuana) มีฤทธิ์กล่อมประสาท ทำให้อาเจียน อัตราการเต้นของหัวใจไม่เป็นปกติ








  • นมและัผลิตภัณฑ์จากนม สุนัขโตและแมวโตบางตัวไม่สามารถรับกับเอนไซม์แลคตาสที่ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ ทำให้มีอาการท้องเสีย ดังนั้นควรเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์นมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีแลคโตสแทนซะดีๆ








  • อาหารเก่าม บูด หรือ ขยะ(Moldy or spoiled food, garbage) อาจมีสารพิษหลายอย่าง ที่เป็นสาเหตุให้อาเจียน ท้องเสีย และอาจมีผลกระทบต่ออวัยวะส่วนอื่นๆด้วย








  • เห็ด(Mushrooms) อาจมีพิษซึ่งมีผลกระทบกับระบบต่างๆในร่างกาย ทำให้ช็อก และเสียชีวิตได้








  • หอมและกระเทียม(Onions and garlic)(ดิบ สุก หรือเป็นผง) มีส่วนผสมของ sulfoxides and disulfides ซึ่งสามารถทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง และเป็นสาเหตุของภาวะโลหิตจาง(anemia) แมวจะไว(susceptible) ต่อสารเหล่านี้มากกว่าน้องหมา และกระเทียมจะเป็นพิษน้อยกว่าหอม








  • เมล็ดของลูกพลับ(Persimmons) เป็นสาเหตุของลำไส้อุดตันและลำไส้อักเสบ(intestinal obstruction and enteritis)








  • เม็ดในของลูกพีชและลูกพลัม(Pits from peaches and plums) เป็นตัวการ(ไม่ดี)ขัดขวางทางเดินการย่อยอาหาร






  • Rhubarb หรือ โกฏน้ำเต้า
    Rhubarb หรือ โกฏน้ำเต้า



  • มันฝรั่ง(Potato), โกฐน้ำเต้า(Rhubarb) และใบมะเขือเทศ(Tomato leaves); ลำต้นและกิ่งก้านของมันฝรั่งและมะเือเทศ(potato and tomato stems) มีสาร oxalates, ซึ่งมีผลกับการย่อยอาหาร ประสาท และการขับปัสสาวะ








  • ไข่ดิบ(Raw eggs) มีเอนไซม์ที่เรียกว่าavidin ซึ่งทำให้การดูดซึมไบโอติน(วิตามินบี ชนิดหนึ่ง)ลดลง ซึ่งนำไปสู่ปํญหาเรื่องขนและผิวหนัง และในไข่ดิบอาจมีเชื้อ Salmonella(เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร).








  • ปลาดิบ(Raw fish) ปลาดิบอาจมีผลทำให้ขาดสารไทอามีน(thiamine-วิตามิน บี ชนิดหนึ่ง) ทำให้เบื่ออาหาร, เป็นลมชัก และอาจรุนแรงถึงตายได้








  • เกลือ(Salt) ถ้าหากได้รับมากเกินไปจะนำไปสู่ภาวะที่ขาดความสมดุลของสารประกอบในร่างกาย(electrolyte imbalances)








  • เชือก(String) อาจทำให้อุดตันในลำไส้หรือในระบบย่อยอาหาร ที่เรียกว่า "string foreign body."








  • อาหารที่มีน้ำตาลหรือของหวาน(Sugary foods) นำไปสู่โรคอ้วน, ปัญหาสุขภาพฟัน และอาจเป็นโรคเบาหวานได้(diabetes mellitus)








  • กากอาหาร(Table scraps) (ในปริมาณมาก) กากอาหารไม่ใช่สิ่งที่มีค่าทางโภชนาการ ไม่ควรมีมากเกิน10%ของอาหาร ไขมันก็ควรจะตัดแต่งออกจากเนื้อ, กระดูกก็ไม่ควรให้กิน(ว้า..ของโปรดของหนูเลยนะนั่น)








  • ยาสูบ(Tobacco) มีส่วนผสมของนิโคติน(nicotine) มีผลกระทบกับการย่อยอาหารและระบบประสาท ทำให้ใจเต้นเร็ว วิงเวียนcollapseโคม่าcomaและเสียชีวิตในที่สุด







  • ขนมปังที่มีเชื้อยีสต์(Yeast dough) ทำให้เกิดแก็สในระบบย่อยอาหาร ทำให้ปวดและอาจทำให้กระเพาะอาหารหรือลำไส้ฉีกขาดได้





  • ไมโล ไหว้เจ้า
    ไมโล ไหว้เจ้า
    เมื่อบ่ายวันอาทิตย์(ที่ 6กย.) คูณหมอลูกนก(หมอจิ๊บ)ได้โทรศัพท์มาถามเรื่องผิวหนังหนู ป่าป๊าบอกว่าก็ดีขึ้นเล็กน้อย คุณหมอบอกให้ทายาและอาบน้ำด้วยแชมพูยาที่ให้มาต่อไป แล้วต้นเดือนหน้าค่อยไปหาหมอ แต่ถ้ามีอะไรก็ให้โทรถามหมอได้ แหมคุณหมอรักษาสัญญาดีจริงๆ น่ารักจังเลย

    ไว้วันหลังค่อยคุยกันใหม่นะคะ,บ๊ายบาย
    อาหมวยไมโล



    Bookmark and Share
    Riding Momory
    สวัสดีสารทจีนค่ะ
    พรุ่งนี้(3 กย.)เป็นวันสารทจีน และหนูเมื่อมาอยู่กับป่าป๊าหม่าม้าพี่ช้างเลยถือว่ามีเชื้อสายจีนก็แล้วกัง เอ้ย แล้วกัน ป่าป๊าได้ค้นหาตำนาน(นานมากๆ)เกี่ยวกับเทศกาลนี้จากหลายๆที่ แล้วเลือกมาให้อ่านดังนี้ค่ะ

    ตำนานที่ 1
    ตำนานนี้กล่าวไว้ว่าวันสารทจีนเป็นวันที่เซ็งฮีไต๋ตี๋ (ยมบาล) จะตรวจดูบัญชีวิญญาณคนตาย ส่งวิญญาณดีขึ้นสวรรค์และส่งวิญญาณร้ายลงนรก ชาวจีนทั้งหลายรู้สึกสงสารวิญญาณร้ายจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ดังนั้นเพื่อให้วิญญาณร้ายออกมารับกุศลผลบุญนี้จึงต้องมีการเปิดประตูนรกนั่นเอง

    พระยม หรือ ยมบาล
    พระยม หรือ ยมบาล
    ตำนานที่ 2
    มีชายหนุ่มผู้หนึ่งมีนามว่า “มู่เหลียน” (พระโมคัลลานะ) เป็นคนเคร่งครัดในพุทธศาสนามาก ผิดกับมารดาที่เป็นคนใจบาปหยาบช้าไม่เคยเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์มีจริง ปีหนึ่งในช่วงเทศกาลกินเจนางเกิดความหมั่นไส้คนที่นุ่งขาวห่มขาวถือศีลกินเจ นางจึงให้มู่เหลียนไปเชิญผู้ถือศีลกินเจเหล่านั้นมากินอาหารที่บ้านโดยนางจะทำอาหารเลี้ยงหนึ่งมื้อ
    ผู้ถือศีลกินเจต่างพลอยยินดีที่ทราบข่าวว่ามารดาของมู่เหลียนเกิดศรัทธาในบุญกุศลครั้งนี้ จึงพากันมากินอาหารที่บ้านของมู่เหลียนแต่หาทราบไม่ว่าในน้ำแกงเจนั้นมีน้ำมันหมูเจือปนอยู่ด้วย การกระทำของมารดามู่เหลียนนั้นถือว่าเป็นกรรมหนัก เมื่อตายไปจึงตกนรกอเวจีมหานรกขุมที่ 8 เป็นนรกขุมลึกที่สุดได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส
    เมื่อมู่เหลียนคิดถึงมารดาก็ได้ถอดกายทิพย์ลงไปในนรกภูมิ จึงได้รู้ว่ามารดาของตนกำลังอดอยากจึงป้อนอาหารแก่มารดา แต่ได้ถูกบรรดาภูตผีที่อดอยากรุมแย่งไปกินหมดและเม็ดข้าวสุกที่ป้อนนั้นกลับเป็นไฟเผาไหม้ริมฝีปากของมารดาจนพอง แต่ด้วยความกตัญญูและสงสารมารดาที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสมู่เหลียนได้เข้าไปขอพญาเหงี่ยมล่ออ๊อง (ยมบาล) ว่าตนของรับโทษแทนมารดา
    แต่ก่อนที่มู่เหลียนจะถูกลงโทษด้วยการนำร่างลงไปต้มในกระทะทองแดง พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงมาโปรดไว้ได้ทัน โดยกล่าวว่ากรรมใดใครก่อก็ย่อมจะเป็นกรรมของผู้นั้นและพระพุทธเจ้าได้มอบคัมภีร์อิ๋ว หลันเผิน ให้มู่เหลียนท่องเพื่อเรียกเซียนทุกทิศทุกทางมาช่วยผู้มีพระคุณให้หลุดพ้นจากการอดอยากและทุกข์ทรมานต่างๆ ได้ โดยที่มู่เหลียนจะต้องสวดคัมภีร์อิ๋ว หลันเผินและถวายอาหารทุกปีในเดือนที่ประตูนรกเปิดจึงจะสามารถช่วยมารดาของเขาให้พ้นโทษได้
    นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวจีนจึงได้ถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อมากันโดยตลอดด้วยการเซ่นไหว้ โดยจะนำอาหารทั้งคาวหวาน และกระดาษเงินกระดาษทองไปวางไว้ที่หน้าบ้านหรือตามทางแยกที่ไม่ไกลนัก มีนัยว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของบรรดาวิญญาณเร่ร่อนที่กำลังจะผ่านมาใกล้ที่พักของตน

    จำนวนชุดที่ไหว้

    การไหว้ในเทศกาลสารทจีนแบ่งออกเป็น 3 ชุด ดังนี้

    ถาดซ้ายคือขนมเทียนและขนมเข่ง ถาดขวาคือไก่ต้ม
    ถาดซ้ายคือขนมเทียนและขนมเข่ง ถาดขวาคือไก่ต้ม


    1. ชุดสำหรับไหว้เจ้าที่

    จะไหว้ในตอนเช้า มีอาหารคาวหวาน ขนมที่ไหว้ก็ขนมถ้วยฟู กุยช่าย ส่วนขนมไหว้พิเศษที่ต้องมีซึ่งเป็นประเพณีของสารทจีนคือขนมเทียน ขนมเข่ง ซึ่งต้องแต้มจุดสีแดงไว้ตรงกลาง เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อที่ว่าสีแดงเป็นสีแห่งความเป็นศิริมงคล นอกจากนั้นก็มีผลไม้ น้ำชา หรือเหล้าจีน และกระดาษเงินกระดาษทอง


    2. ชุดสำหรับไหว้บรรพบุรุษ

    คล้ายของไหว้เจ้าที่พร้อมด้วยกับข้าวที่บรรพบุรุษชอบ ตามธรรมเนียมต้องมีน้ำแกงหรือขนมน้ำใสๆ วางข้างชามข้าวสวย และน้ำชาจัดชุดตามจำนวนของบรรพบุรุษ ขาดไม่ได้ก็คือขนมเทียน ขนมเข่ง ผลไม้และกระดาษเงินกระดาษทอง

    ของไหว้ 5 อย่าง
    ของไหว้ 5 อย่าง


    3. ชุดสำหรับไหว้วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ

    วิญญาณเร่ร่อนหรือวิญญาณไม่มีญาติ เรียกว่า ไป๊ฮ๊อเฮียตี๋ แปลว่า ไหว้พี่น้องที่ดี เป็นการสะท้อนความสุภาพและให้เกียรติของคนจีน เรียกผีไม่มีญาติว่าพี่น้องที่ดีของเรา โดยการไหว้จะไหว้นอกบ้านของไหว้จะมีทั้งของคาวหวานและผลไม้ตามต้องการและที่พิเศษคือมีข้าวหอมแบบจีนโบราณ คอปึ่ง เผือกนึ่งผ่าซีกเป็นเสี้ยวใส่ถาด เส้นหมี่ห่อใหญ่ เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทองจัดทุกอย่างวางอยู่ด้วยกันสำหรับเซ่นไหว้


    ขนมที่ใช้ไหว้

    ในสมัยโบราณชาวจีนใช้ขนมไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า โหงวเปี้ย หรือเรียกชื่อเป็นชุดว่า ปัง เปี้ย หมี่ มั่ว กี

    ขนมเข่งและขนมเทียน
    ขนมเข่งและขนมเทียน
    • ปัง คือขนมทึงปัง เป็นขนมที่ทำมาจากน้ำตาล
    • เปี้ย คือขนมหนึงเปี้ย คล้ายขนมไข่
    • หมี่ คือขนมหมี่เท้า ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าข้างในไส้เต้าซา
    • มั่ว คือขนมทึกกี่ เป็นขนมข้าวพองสีแดงตรงกลางมีไส้เป็นแผ่นบาง
    • กี คือขนมทึงกี ทำเป็นชิ้นใหญ่ยาวเวลาจะกินต้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ
    แต่ชาวไทยเชื้อสายจีนใช้ขนมเทียน ขนมเข่งในการไหว้ โดยหลักของที่ไหว้ก็จะมีของคาว 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ไก่ หมู เป็ด ไข่ หมึก ปลา เป็นต้น ของหวาน 3 หรือ 5 อย่าง เช่น ขนมเทียน ขนมมัดไต้ ขนมถ้วยฟู หรือขนมสาลี่ปุยฝ้าย ขนมเปี๊ยะ ส้ม หรือผลไม้ตามใจชอบ

    แง่คิด


    ประเพณีสารทจีนนอกจากจะเป็นประเพณีที่ลูกหลานจะแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษซึ่งล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นประเพณีที่มีกุศโลบายในการสนับสนุนให้ทุกคนในครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกันอย่างพร้อมหน้าและมีความสุข
    ที่มา:จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

    การไหว้เจ้า


    การไหว้เจ้า เป็นธรรมเนียมประเพณีที่ลูกหลานจีนปฏิบัติสืบทอดกันมา ตามความเชื่อที่จะต้องไหว้เจ้าที่และไหว้บรรพบุรุษเพื่อให้เป็นสิริมงคล และนำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ครอบครัว ในปีหนึ่งจะมีการไหว้เจ้า 8 ครั้ง คือ
    • ไหว้ครั้งแรกของปี ไหว้เดือน 1 วันที่ 1 คือ ตรุษจีน เรียกว่า “ง่วงตั้งโจ่ย”
    • ไหว้ครั้งที่สอง ไหว้เดือน 1 วันที่ 15 เรียกว่า “ง่วงเซียวโจ่ย”
    • ไหว้ครั้งที่สาม ไหว้เดือน 3 วันที่ 4 เรียกว่า “ไหว้เช็งเม้ง” เป็นประเพณีที่ลูกหลานไปไหว้บรรพบุรุษที่ฮวงซุ้ย
    • ไหว้ครั้งที่สี่ ไหว้เดือน 5 วันที่ 5 เรียกว่า “โหงวเหว่ยโจ่ย” เป็นเทศกาลไหว้ขนมจ้าง
    • ไหว้ครั้งที่ห้า ไหว้เดือน 7 วันที่ 15 คือ ไหว้สารทจีนเรียกว่า “ตงง้วงโจ่ย”
    • ไหว้ครั้งที่หก ไหว้เดือน 8 วันที่ 15 เรียกว่า “ตงชิวโจ่ย” ที่คนทั่วไปรู้จักกันดีว่า ไหว้พระจันทร์
    • ไหว้ครั้งที่เจ็ด ไหว้เดือน 11 ไม่กำหนดวันแน่นอน เรียกว่า “ไหว้ตังโจ่ย”
    • ไหว้ครั้งที่แปด ไหว้เดือน 12 วันสิ้นปี เรียกว่า ไหว้สิ้นปี หรือ “ก๊วยนี้โจ่ย”
    ประเพณีการไหว้เจ้าทั้ง 8 ครั้งนี้ มีคำจีนเฉพาะเรียกว่า “โป๊ยโจ่ย” โป๊ย คือ 8 โจ่ย แปลว่า เทศกาล โป๊ยโจ่ย จึงหมายความว่า การไหว้เจ้า 8 เทศกาล ซึ่งนอกจากการไหว้เจ้า 8 เทศกาลนี้แล้ว บางบ้านอาจมีวันไหว้พิเศษกับเจ้าบางองค์ที่นับถือศรัทธา คือ
    • ไหว้เทพยดาฟ้าดิน เช่น การไหว้วันเกิดเทพยดาฟ้าดิน เรียกว่า “ทีกงแซ” หรือ “ทีตี่แซ” ก็ได้ ตรงกับวันที่ 9 เดือน 1 ของจีน
    • ไหว้อาเนี้ยแซ คือ ไหว้วันเกิดเจ้าแม่กวนอิม ปีหนึ่งมี 3 ครั้ง คือ วันที่ 19 เดือน 2, วันที่ 19 เดือน 6 และวันที่ 19 เดือน 9
    • ไหว้แป๊ะกงแซ ตรงกับวันที่ 14 เดือน 3
    • ไหว้เทพยดาผืนดิน คือ ไหว้โท้วตี่ซิ้ง ตรงกับวันที่ 29 เดือน 3
    • ไหว้อาพั้ว “อาพั้ว” คือ พ่อซื้อแม่ซื้อผู้คุ้มครองเด็ก วันเกิดอาพั้ว หรือ “อาพั้วแซ” ตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี
    • ไหว้เจ้าเตา ไหว้วันที่ 24 เดือน 12 เรียกว่า “ไหว้เจ๊าซิ้ง”
    การไหว้เจ้าพิเศษนี้ แล้วแต่ศรัทธาของแต่ละบ้านและแล้วแต่ความจำเป็น เช่น ถ้าที่บ้านไม่มีเด็ก ก็ไม่จำเป็นต้องไปไหว้อาพั้ว หรือถ้าที่บ้านไม่ได้ทำนาทำไร่ก็ไม่มีที่ และไม่มีความจำเป็นต้องไหว้โท้วตี่วิ้ง หรือเทพยดาผืนดิน
    เมื่อพูดถึงการไหว้เจ้า จะหมายถึงการไหว้เจ้าที่กับไหว้บรรพบุรุษ เครื่องเซ่นสำหรับไหว้เจ้าที่จะจัดเป็น 1 ชุด เครื่องเซ่นสำหรับบรรพบุรุษจะจัดเป็นอีกชุดต่างหาก การไหว้จะไหว้ในตอนเช้า โดยไหว้เจ้าที่ก่อน พอสายหน่อยจึงจะตั้งโต๊ะไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งของไหว้จะมีของคาว ของหวาน ผลไม้ และเครื่องดื่ม โดยมีกับข้าวคาวเพิ่มเข้ามาสำหรับการไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งมีธรรมเนียมว่าต้องให้มีของน้ำ 1 อย่าง เช่น แกงจืด
    การจัดของไหว้
    ถ้าจัดใหญ่ นิยมเป็นตัวเลข 5 คือ มีของคาว 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวแซ” ประกอบด้วย หมู ไก่ ตับ ปลา และกุ้งมังกร แต่เนื่องจากกุ้งมังกรนั้นแพงและหาไม่ง่าย จึงนิยมไหว้เป็ดหรือปลาหมึกแห้งแทน ของหวาน 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวเปี้ย” อาจเป็นซาลาเปาไส้หวาน ขนมไข่ ขนมถ้วยฟู ขนมกุยช่าย และขนมจันอับ ผลไม้ 5 อย่าง เรียกว่า “โหงวก้วย”
    ถ้าจัดเล็ก ก็เป็นชุดละ 3 อย่าง มีของคาว 3 อย่างเรียกว่า “ซาแซ” ของหวาน 3 อย่าง เรียกว่า “ซาเปี้ย” ผลไม้ 3 อย่าง เรียกว่า “ซาก้วย” หรือจะมีแค่อย่างเดียวก็ได้
    ผลไม้ที่ใช้ไหว้ จะนิยมเลือกชนิดที่มีอะไรที่เป็นมงคลอยู่ในตัว
    ส้ม เรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า โชคดี
    องุ่น เรียกว่า “พู่ท้อ” แปลว่า งอกงาม
    สับปะรด เรียกว่า “อั้งไล้” แปลว่า มีโชคมาหา
    กล้วย มีความหมายถึงการมีลูกหลานสืบสกุล
    ที่ในกระถางธูปที่ใช้ไหว้เจ้า บางคนนิยมใส่ “โหงวจี้” สำหรับปักธูป ประกอบด้วย เมล็ด 5 อย่าง คือ ข้าวสาร ข้าวเหนียว ถั่วเขียว ถั่วดำ และเชื้อแป้ง (ยีสต์) โดยถือว่าเมล็ดทั้งห้า คือบ่อเกิดของการเจริญเติบโตอุปมาอุปไมยให้การไหว้เจ้านี้นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง
    แต่การใช้โหงวจี้ปักธูป มีข้อจำกัดว่าใช้ได้แต่ในบ้าน ถ้าเป็นการไหว้นอกบ้าน ต้องใช้ข้าวสารหรือทราย มิฉะนั้นเชื้อแป้งเมื่อถูกความชื้น เช่น ฝนหรือน้ำค้าง จะทำให้แข็งตัวแล้วปักธูปไม่ลง
    เมื่อไหว้เจ้าเสร็จก็เผากระดาษเงินกระดาษทองเป็นการปิดท้ายรายการ

    ที่มา หนังสือตึ่งหนั่งเกี้ย ของคุณจิตรา ก่อนันทเกียรติ แพรวสำนักพิมพ์
    เป็นไงคะ ได้อ่านกันจนกลายเป็นคนจีนหรือยัง ไว้หนูจะมาเล่าให้ฟังใหม่หลังจากกิน เอ้ย ไหว้สารทจีนเสร็จแล้วนะคะ บ๊ายบาย
    Riding Momory
    สวัสดีค่ะ ไมโลมาแว้ววว
    เมื่อสองสัปดาห์ที่แว้ว เอ้ย ที่แล้ว(วันพฤหัสที่ 13 สค.) ป่าป๊ากับหม่าม้าพาหนูไปหาคุณหมออีกแล้ว อ๋อ หนูไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ แค่ตัวหนูมีกลิ่นหอมหอม(สำหรับหนูและเจ้าท๊อบบี้, เจ้าโมนี่และเจ้าปอร์โต้ - หนุ่มๆเพื่อนๆหนู)และผื่นแดงนิดหน่อยเท่านั้น แหมทั้งบ้านเหมือนจะกังวลกับหนูใหญ่เลย
    อายุ 10 เดือน วันที่ 18 สค. 2552
    พอไปถึงก็ขึ้นชั่งน้ำหน้าคราวนี้น้ำหนักหนูได้ 33.4 กก.ขึ้นมาอีก8ขีด คุณหมอบอกอย่าให้อ้วนเกินไปเดี๋ยวสะโพกดินระเบิดของหนู(ป่าป๊าชอบว่าก้นหนูเหมือนพี่นุกนิกAF6)จะมีปัญหารับน้ำหนักเกินไปทำให้สะโพกเสียได้ ป่าป๊ากับหม่าม้าเลยบอกหมอว่าจะลดอาหารหนูลงตอนหนูอายุครบ10เดือน(วันที่18นี้) ซวยเลย
    หนูมองหน้าคุณหมอแล้วนึกในใจ คุณหมอคงจะอิจฉาหนูแน่ๆเลยที่หม่าม้ากับป่าป๊าให้หนูกินอย่างดี แหมก็หุ่นคุณหมอน่ะพ้อมผอมอย่างกับนางแบบอดอาหาร(จำขี้ปากเค้า(ป่าป๊า)มาอีกที) อ้อ คุณหมอคนนี้ชื่อคุณหมอจิ๊บ ตัวเล็กๆหน้าคล้ายกับพี่ลูกนกสุภาพร(อันนี้หนูได้ยินป่าป๊ากับหม่าม้าเค้าเม้าท์กัน) นักร้องลูกทุ่งที่มีเพลงฮิตคือคุณลำใย แต่รู้สึกว่าป่าป๊ากับหม่าม้าจะชอบคุณหมอคนนี้เพราะเห็นหม่าม้าถามตารางเวลาการทำงานของคุณหมอเพื่อจะได้นัดตรวจหนูครั้งหน้า(วันที่ 20 สค. บ่ายสอง)

    Milo เล่นน้ำกับหม่าม้า
    Milo เล่นน้ำกับหม่าม้า
    หลังจากที่พี่ชุดแดงได้ทำการวัดอุณหภูมิทางก้นหนูด้วยแท่งแก้วเย็นๆ แล้วรายงานคุณหมอ(เท่าไหร่ก็จำไม่ได้มัวแต่เย้นเย็นอยู่ แต่ก็ปกติไม่มีไข้) จากนั้นคุณหมอก็จับตัวหนูโดยมีป่าป๊าสมรู้ร่วมคิดดูนั่นดูนี่แล้วก็ขูดเอาผิวหนังตรงที่มีสะเก็ดแถวๆขาหลังไปส่องกล้องดู สักพักก็ออกมาบอกว่าหนูมีเชื้อแบคทีเลียแล้วถามถึงพฤติกรรมและการดูแลหนู ได้ข้อสรุปว่าน่าจะติดเชื้อจากการที่หนูเล่นน้ำ คือเดิมทีป่าป๊าจะรดน้ำต้นไม้โดยใช้สายยางฉีด หนูเห็นน่าสนุกดีก็เลยชวนป่าป๊าเล่น ป่าป๊าก็แกล้งฉีดน้ำไปไกลๆให้หนูวิ่งงับน้ำ หนูก็วิ่งใหญ่เลย ปรากฎว่าการที่หนูวิ่งมากๆทำให้หนูอึ๊ดีขึ้น(อึ๊เยอะขึ้น ไม่ใช่ทีละนิดเหมือนก่อน) ป่าป๊าเลยชอบใจ(โรคจิตรึปล่าวหว่า) อีกอย่างช่วงก่อนนี้อากาศก็ โค-ตะ-ระ ร้อนเลยให้หนูวิ่งเไล่งับน้ำตอนรดน้ำต้นไม้ทั้งเช้าและเย็นทุกวัน

    ยาและแชมพู Malassezia
    ยาและแชมพู Malassezia

    คุณหมอจิ๊บบอกหนูคงติดเชื้อแบคทีเลียในดินและเมื่อเช็ดตัวไม่แห้งดีพอเชื้อก็เจริญเติบโตได้ดีบนผิวหนัง ดังนั้นคุณหมอให้งดการเล่นน้ำและให้ยากินมื้อละสามอย่างสามเม็ดเป็นพวกยาแก้แพ้แก้อักเสบวันละสองมื้อโดยให้ปนกับอาหารจะได้กินง่ายขึ้นหม่าม้าเลยเอายัดเข้าไปในกล้วยที่ผสมอยู่ในอาหาร(อาหารที่หนูกินจะเป็นอาหารเม็ดผสมมะเขือเทศ, ฟักทองต้ม, หัวไชเท้าต้ม, มันฝรั่งต้ม, กล้วย, เนื้อต้มหั่นชิ้นเล็กๆ) นอกจากนี้คุณหมอยังให้ยามาทาตามแผลผื่นแดงทุกวันเช้าเย็นเช่นกัน เฮ้อ!อดเล่นน้ำอีกแล้ว คุณหมอนะคุณหมอ

    bMalassezia Shampoo เป็นแชมพูรักษาโรคผิวหนัง/b
    Malassezia Shampoo เป็นแชมพูรักษาโรคผิวหนัง
    หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนนกเอี้ยงบิน(เพราะหนูไม่เคยจับมันได้สักที พวกมันชอบบินมาลงที่สนามหญ้าแล้วก็เดินคุยกันไปจิกแมลงกินกันไปยังกับงานค็อกเทล คงเห็นหนูเป็นหมากระดาษมั้ง คิดแล้วอยากให้มีปีกงอกจัง วันก่อนป่าป๊าเห็นหนูแหงนมองเครื่องบินที่บินผ่านมา ป่าป๊าเลยบอกว่าถ้าหนูอยากบินได้เหมือนมันให้หนูรีบแหงนหน้าพร้อมทั้งยกมือสองข้างประกบกันแล้วอธิษฐานขอพรให้บินได้ก่อนที่เครื่องบินจะลับตาไป คล้ายๆกับที่คนขอพรตอนเห็นดาวตกไง เอ..หลอกกันป่าว) เราก็ไปหาคุณหมอจิ๊บกันอีกครั้ง น้ำหนักหนูเท่าเดิม เย็นก้นก็เหมือนเดิม ผิวหนังดีขึ้น ผื่นน้อยลง แต่ยังมีเชื้ออยู่คุณหมอก็ให้ยาเหมือนเดิม ยกเว้นยาทายังมีอยู่และให้แชมพูที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อมาด้วย แล้วคุณหมอก็นัดให้มาตรวจอีกครั้ง(อีกแล้วเหรอเนี่ย)วันที่ 31 สค.

    แล้วหนูจะมาเม้าท์ให้ฟังใหม่นะคะ บ๊ายบาย!


    Related Posts with Thumbnails